หน้าที่ของจุลธาตุ(ธาตุอาหารเสริม)

จุลธาตุ (ธาตุอาหารเสริม)





          1.สังกะสี (Zn)

  • เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ในพืช
  • เป็นธาตุที่พบอาการขาดอย่างแพร่หลายมากที่สุดในไม้ผล เพราะว่าในดินนั้นไม่มีสังกะสีมาก
  • จำเป็นต่อการขยายขนาดและการยืดตัวของพืช
  • มีบทบาทในการสร้างคลอโรฟิลล์ และฮอร์โมน
  • สังกะสีจะละลายได้ดีในดินกรด
  • ดินที่มีฟอสฟอรัสสูง จะทำให้สังกะสีละลายในดินได้ไม่ดี
          อาการขาดสังกะสี
  • ในแต่ละพืชจะมีอาการแตกต่างกัน
  • อาการแคระแกร็น ใบมีขนาดเล็ก ไม่ออกดอก
  • ผลผลิตลดลง
  • พื้นที่ระหว่างใบมีสีเหลือง จะแสดงอาการที่ใบอ่อนก่อน
  • ข้อสั้น ทำให้ใบรวมกันเป็นกระจุก
  • ใบหนา แข็งกระด้าง เป็นต้น
ขาดธาตุสังกะสีในใบส้มในใบส้มเขียวหวาน
          การแก้ไขการขาดสังกะสี
  • ฉีดพ่นทางใบ ต้องใช้ความเข้มข้นสูงกว่าในฉลาก
  • ใส่ทางดิน ถ้ามีฟอสฟอรัสสูงจะไม่ค่อยได้ผล แต่ก็ควรใส่ไปด้วย
  • ถ้าเป็นดินด่าง ต้องทำการลดค่า ph ลง เพราะสังกะสีจะละลายได้ดีในดินกรด

          2.แมงกานีส (Mn)

  • เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ในพืช
  • เกี่ยวข้องกับขบวนการ ออกซิเดชั่น-รีดักชั่น
  • เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์
  • มีบทบาทในขบวนการสร้างคลอโรฟิลล์
          อาการขาดแมงกานีส
  • ใบอ่อนของพืชจะมีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ เส้นใบอาการขาดแมงกานีสจะเขียวกว่าอาการขาดเหล็ก
  • ถ้าอาการรุนแรง ใบอ่อนจะมีแห้งตายเป็นจุดๆหรือเป็นแถบ
ขาดธาตุแมงกานีสในใบส้มเขียวหวาน

ข้อสำคัญ      เมื่อ ph ของดินลดลงหรือเป็นกรดจัด แมงกานีสจะละลายออกมาได้ดีมากกว่าเหล็กและสังกะสี จนทำให้เกิดอาการแมงกานีสเป็นพิษต่อพืช ถ้าแมงกานีสเป็นพิษก็จะทำให้เกิดการขาดเหล็กด้วยเช่นกัน

แมงกานีสเป็นพิษใบมะพร้าว

           3.เหล็ก (Fe)

  • เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์
  • เป็นสารที่สำคัญในขบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนของพืช
  • พบได้ในดินด่าง (phสูง) หรือดินที่มีฟอสฟอรัสสูง
           อาการขาดเหล็ก
  • ใบอ่อนจะมีสีเหลืองระหว่างเส้นใบ ส่วนเส้นใบก็จะยังมีสีเขียวอยู่
  • ถ้าอาการขาดรุนแรงมาก ใบจะมีสีเหลืองซีดทั้งใบ
  • อาการขาดเหล็กแก้ยากมาก เพราะว่าเหล็กธรรมดาใช้ไม่ได้ ต้องใช้เหล็กที่เป็นคีเลต

           4.ทองแดง (Cu)

  • จะเกี่ยวข้องกับการสร้างคลอโรฟิลล์ การสังเคราะห์แสง และการหายใจของพืช
  • การทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ลิกนิน (ลิกนิน จะช่วยให้เนื้อไม้แข็ง) เพิ่มความแข็งแรงให้แก่พืช
          อาการขาดทองแดง
  • ส่งเสริมการสร้างเมล็ดของพืช
  • จะพบครั้งแรกที่ใบอ่อนมีสีเหลือง
  • ใบมีขนาดเล็กลง โดยรวมใบจะไม่เล็กกว่าการขาดสังกะสี
  • ใบแห้งเหี่ยวง่ายโดยเริ่มจากปลายใบ และทำให้บิดงอ
  • ถ้าอาการรุนแรงก็จะแห้งตายจากยอดลงมา
  • เมล็ดของพืชจะมีลักษณะลีบ
อาการขาดทองแดงของมะพร้าว ทางใบจะตกไม่แข็งแรง
          การจัการ สังกะสี แมงกานีส เหล็ก และทองแดง
  • ปรับค่า ph ให้เหมาะสม
  • ในกรณีที่มีฟอสฟอรัสมากอยู่แล้ว ให้ลดการใช้ฟอสฟอรัสลง
  • ทำการฉีดพ่นทางใบช่วย ความเข้มข้นของสารที่พ่น ระยะเวลาที่ฉีดพ่น สำคัญมาก 
  • การฉีดพ่นทางใบควรทำเมื่อใบยังไม่แก่ หรือควรฉีดตั้งแต่ใบอ่อน
 

ความเข้มข้นที่มีการแนะนำในฉลาก มีความเหมาะสมก็ต่อเมื่อมีอาการขาดเล็กน้อยหรือเพื่อป้องกันการขาดเท่านั้น ไม่สามารถใช้ความเข้มข้นที่แนะนำในฉลากในอาการที่ขาดอย่างรุนแรง

           สารเคมีที่ใช้ฉีดพ่น
  • สังกะสี (สังกะสีซัลเฟต) ZnSo4
  • แมงกานีส (แมงกานีสซัลเฟต) MnSo4
  • เหล็ก (ควรใช้ในรูปของคีเลต)
  • ทองแดง (ทองแดงซัลเฟต) CuSo4

          5.โบรอน (B)

  • เป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนที่ในพืช
  • จำเป็นสำหรับส่วนที่กำลังเจริญเติบโต เช่นการแตกใบอ่อน การเจริญเติบโตของราก ยอดและผล
  • เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์
  • จำเป็นต่อการผสมเกสร
  • เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมน
          อาการขาดโบรอน
  • รากจะเป็นสีน้ำตาลและไม่มีการแบ่งเซลล์ มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อพืช
  • ดอกและผลมักจะขาดโบรอนมากกว่าใบ
  • ช่องเวลาระหว่างอาการเป็นพิษกับอาการขาดนั้น มีช่วงเวลาที่แคบ คือถ้าเกิดการขาดโบรอนต้องฉีดพ่นให้อย่างพอดี ถ้าใส่มากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการเป็นพิษต่อพืชได้
  • การฉีดพ่นทุกๆปีจะได้ผลดี เพราะโบรอนไม่มีการตกค้าง ฝนตกมากโบรอนก็จะหายไปจนอาจจะทำให้เกิดการขาดโบรอนได้
  • ในช่วงผสมเกสร พืชอาจจะขาดโบรอน จึงต้องฉีดพ่นช่วย
  • อาการขาดโบรอนเกิดที่ผลคล้ายๆกับอาการขาดแคลเซียม บางครั้งอาจจะแยกอาการไม่ออก ต้องนำดินไปวิเคราะห์
          การแก้ไขการขาดโบรอน
  • ฉีดพ่นทางใบ ใช้ผงโบรอนที่เป็นโซลูบอร์ (Solubor) ฉีดพ่นทางตาดอก หรือฉีดพ่นที่ผล ควรฉีดพ่นทุกปี
  • ใส่ทางดิน (ดินทรายควรจะใส่ทุกปี)
          อาการโบรอนเป็นพิษ
  • ปลายใบมีสีเหลือง
  • การฉีดพ่นโบรอนบ่อยๆหรือปริมาณมากๆอาจจะทำให้โบรอนเป็นพิษต่อพืชได้
  • การใส่โบรอนทางดินก็ควรจะระมัดระวัง ถ้ามากเกินไปก็จะทำให้โบรอนเป็นพิษต่อพืชได้

          6.โมลิบดินัม (Mo)

  • ช่วยในการตรงไนโตรเจน
  • เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ที่จะช่วยในกระบวนการเปลี่ยนไนเตรตให้เป็นกรดอะมิโนและโปรตีน
  • ช่วยสังเคราะห์คลอไรฟิลล์และแป้ง
          อาการขาดโมลิบดินัม
  • ใบล่างหรือใบแก่มีสีเหลืองซีดระหว่างเส้นใบ บางส่วนยังมีสีเขียว
  • ปลายใบมีรอยไหม้ ขอบใบหงิกงอหงายขึ้นและมีจุดด่างเกิดขึ้นจดเกิดอาการแห้งตาย
  • ระบบรากจะสั้น
  • ลักษณะอาการจะคล้ายอาการขาดไนโตรเจน
          อาการที่มีโมลิบดินัมมากเกินไป
  • ทำให้ใบพืชมีขนาดเล็ก เรียว ขอบใบหยักและบิดเบี้ยว
  • สีใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง

          7.คลอรีน (Cl)

  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด
  • ช่วยกระตุ้นกระบวนการหาายใจของพืช
  • สังเคราะห์แสงและทำให้พืชแก่เร็วขึ้น
          อาการขาดคลอรีน
  • ใบอ่อนจะมีสีเหลืองด่าง บางส่วนแห้งตายและเหี่ยวง่าย
  • ถ้าขาดในมะพร้าวจะทำให้เนื้อบาง ไม่หนา

          8.นิเกิล (Ni)

  • สำหรับพืชมีท่อน้ำเลี้ยง (vascular plant) นิกเกิลมีความสำคัญในการทำงานของเอนไซม์ยูเรส (urease) ซึ่งพืชใช้ในการจัดการกับยูเรีย
  • สำหรับพืชไม่มีท่อน้ำเลี้ยง (non-vascular plant) นิกเกิลมีความสำคัญในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด 

 


 
 
 
 
 

 

อ้างอิง
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพมังคุด    ในเขตภาคใต้ โดย รศ.ดร. สุมิตรา ภู่วโรดมนักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

 แหล่งข้อมูลอื่น

  • หนังสือคู่มือปรับปรุงดิน 4 ภาค  
 
 
 
 
 
 
 
แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *